“การเรียกค่าขาดประโยชน์ต้องเรียกจากคู่กรณีฝ่ายที่ผิดเท่านั้น”
สวัสดีครับ ผมอธิป ชุมจินดา เป็นทนายความครับ
วันนี้ ผมจะขอมาอธิบายขยายความในประเด็นถึง ข้อกล่าวอ้างที่ว่า
“บริษัทประกันภัยมีหน้าที่เพียงการซ่อมแซมให้รถกลับสู่สภาพเดิมเท่านั้น” และ
“การเรียกค่าขาดประโยชน์ต้องเรียกจากคู่กรณีฝ่ายที่ผิดเท่านั้น”
เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและไม่ครอบคลุมถึงหน้าที่ของบริษัทประกันภัยตามสัญญาอย่างแท้จริง
ผมขอเรียนว่า ผู้เอาประกันภัยมีสิทธิเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจากบริษัทประกันภัยของตนเองได้
หากเกิดความล่าช้าในการอนุมัติซ่อมหรือการซ่อม โดยมีเหตุผลสนับสนุนดังนี้
1. ฐานในการเรียกร้องที่แตกต่างกัน คือ ละเมิด (Tort) vs. ผิดสัญญา (Breach of Contract)
สิ่งสำคัญคือต้องแยกแยะพื้นฐานของการเรียกร้องทั้งสองกรณี
การเรียกร้องจากคู่กรณี (ฝ่ายผิด)
เป็นการเรียกร้องบนฐาน “ละเมิด” คู่กรณีขับรถโดยประมาททำให้รถเราเสียหายและใช้งานไม่ได้ เราจึงเรียกค่าเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการละเมิดนั้น ซึ่งรวมถึงค่าซ่อมและค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ
การเรียกร้องจากประกันตนเอง (กรณีล่าช้า)
เป็นการเรียกร้องบนฐาน “การผิดสัญญา” เมื่อเราทำสัญญาประกันภัยกับบริษัท บริษัทมีหน้าที่ต้องจัดการซ่อมแซมรถให้กลับสู่สภาพเดิม แต่หน้าที่นี้ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะใช้เวลาเท่าใดก็ได้ หน้าที่ดังกล่าวผูกพันกับการดำเนินการให้แล้วเสร็จ “ภายในระยะเวลาอันสมควร”
2. ความล่าช้าเกินสมควร คือ การผิดสัญญา
หากบริษัทประกันภัย หรืออู่ในเครือที่บริษัทเลือกใช้ ดำเนินการล่าช้าอย่างไม่มีเหตุผลอันสมควร ถือว่าบริษัทประกันภัยปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาบกพร่อง หรือ “ปฏิบัติการชำระหนี้ล่าช้า” ตามหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ตัวอย่างของความล่าช้าที่อาจถือว่าเกินสมควร ได้แก่
2.1การประวิงการอนุมัติซ่อม ใช้เวลาในการตรวจสอบ ประเมินราคา หรือเจรจาต่อรองกับอู่นานเกินไปโดยไม่มีเหตุผล
2.2ความล่าช้าในการจัดหาอะไหล่ บริษัทหรืออู่ไม่เร่งรัดการจัดหาอะไหล่ หรือมีปัญหาในการบริหารจัดการที่บริษัทควรรับผิดชอบ
2.3ความล่าช้าของอู่ในเครือ แม้ว่าอู่จะเป็นผู้ดำเนินการซ่อม แต่หากผู้เอาประกันภัยเลือกใช้อู่ในเครือตามที่กรมธรรม์กำหนด บริษัทประกันภัยย่อมมีส่วนรับผิดชอบในการควบคุมและกำกับดูแลระยะเวลาการซ่อม หากอู่ดำเนินการล่าช้าโดยไม่มีเหตุผล (เช่น รับงานเกินกำลัง ซ่อมไม่ต่อเนื่อง) บริษัทไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้
3. สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการผิดสัญญา
เมื่อฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาและก่อให้เกิดความเสียหายแก่อีกฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายที่เสียหายย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายนั้นได้
ในกรณีนี้ “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” ในช่วงเวลาที่ล่าช้าเกินกว่าที่ควรจะเป็น คือความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง (Actual Damages) ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการที่บริษัทประกันภัยไม่ปฏิบัติตามสัญญาภายในเวลาที่เหมาะสม
ตัวอย่าง
หากการซ่อมควรใช้เวลาตามปกติ 30 วัน แต่ด้วยความล่าช้าของกระบวนการอนุมัติ ทำให้การซ่อมใช้เวลาทั้งหมด 60 วัน ผู้เอาประกันภัยมีสิทธิเรียกร้องค่าขาดประโยชน์สำหรับช่วงเวลา 30 วันที่เกินมานั้นจากบริษัทประกันภัยของตนเองได้
4. หลักความสุจริตและแนวปฏิบัติของ คปภ.
การปฏิบัติตามสัญญาต้องกระทำโดยสุจริต การที่บริษัทประกันภัยประวิงเวลาหรือปล่อยปละละเลยให้การซ่อมล่าช้า ย่อมขัดต่อหลักความสุจริตและวัตถุประสงค์ของสัญญาประกันภัยที่ต้องการบรรเทาความเดือดร้อนของผู้เอาประกันภัย นอกจากนี้ สำนักงาน คปภ. ก็มีแนวทางกำกับดูแลเรื่องการประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนหรือการซ่อมล่าช้า ซึ่งสนับสนุนสิทธิของผู้เอาประกันภัยในกรณีเหล่านี้
ดังนั้น พอจะสรุปได้ว่า
การจำกัดสิทธิในการเรียกร้องค่าขาดประโยชน์ไว้เฉพาะกับคู่กรณีฝ่ายที่ผิด เป็นการมองข้ามความรับผิดชอบของบริษัทประกันภัยในการปฏิบัติตามสัญญา หากพิสูจน์ได้ว่าความล่าช้าในการซ่อมแซม (ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการอนุมัติหรือการดำเนินการที่อู่ของประกัน) เป็นความล่าช้าที่เกินสมควรและเกิดจากความบกพร่องในการบริหารจัดการของบริษัทประกันภัย ผู้เอาประกันภัยย่อมมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะเรียกร้องค่าเสียหายส่วนนี้จากบริษัทประกันภัยของตนเองได้





