ในคดีอุบัติเหตุจราจร พยานบุคคลมักให้การเข้าข้างตนเองหรือให้การขัดแย้งกัน แต่ “ร่องรอยบนพื้นถนน” คือพยานวัตถุตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ที่ไม่มีวันเบิกความเท็จ ร่องรอยเหล่านี้สามารถนำมาคำนวณและชี้วัดพฤติกรรมการขับขี่ได้อย่างแม่นยำ
ข้อเท็จจริงทางนิติวิทยาศาสตร์ (Scientific Facts)
การตรวจสถานที่เกิดเหตุ จะพิจารณาร่องรอยหลัก 3 ประเภท ได้แก่
1. รอยเบรก (Skid Marks) รอยยางล้อล็อกไถลไปกับพื้นทางตรง ใช้คำนวณหา “ความเร็วขั้นต่ำ” ก่อนชน และชี้จุดที่ผู้ขับขี่เริ่มรับรู้ถึงภัยเพื่อเหยียบเบรก
2. รอยไถลโค้ง (Yaw Marks) รอยยางลื่นไถลออกด้านข้างขณะล้อยังหมุน บ่งชี้ถึงการ “หักหลบกะทันหัน” หรือการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงเกินกว่าแรงเสียดทานจะรับได้
3. รอยครูด (Gouge Marks) รอยชิ้นส่วนโลหะของรถขูดลึกลงไปบนผิวถนน เป็นตัวชี้ “จุดชนที่แท้จริง (Point of Impact)” ซึ่งสำคัญที่สุดในการดูทิศทางการชน

ข้อกฎหมายที่นำมาปรับใช้ (Legal Application)
ร่องรอยเหล่านี้จะถูกวิเคราะห์โดยพยานผู้เชี่ยวชาญ และนำมาปรับเข้ากับข้อกฎหมาย ดังนี้
พิสูจน์ “ความประมาท” ทางอาญา
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสี่ (การกระทำโดยประมาท) ความเร็วที่คำนวณได้จากรอยเบรก จะเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลใช้พิจารณาว่า ผู้ขับขี่ได้ใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์เพียงพอหรือไม่ หากความเร็วสูงเกินวิสัย ย่อมฟังได้ว่าประมาท
ชี้ขาด “การทำละเมิด” ทางแพ่ง
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 รอยครูดที่ระบุ “จุดชน” จะเป็นตัวชี้ขาดว่าฝ่ายใดขับรถล้ำช่องจราจร ฝ่ายที่ล้ำเส้นคือผู้ทำละเมิดและต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
ข้อคิดในการดำเนินคดี
การต่อสู้หรือเจรจาในคดีอุบัติเหตุจราจร ต้องอาศัยความใจเย็นและวิเคราะห์อย่างรอบคอบ ไม่ควรด่วนสรุปหรือรีบรับผิดเพียงเพราะคำขู่หรือคำให้การของอีกฝ่าย เพราะจุดเริ่มต้นของรอยขูดบนถนนเพียงจุดเดียว หรือความยาวรอยเบรกเพียงไม่กี่เมตร สามารถพลิกผลคดีจาก “ผู้กระทำความผิด” ให้กลายเป็น “ผู้เสียหาย” ได้ทันทีในชั้นศาล
ATHIP LAW FIRM





