เวลาเกิดเหตุไฟไหม้ใหญ่ๆ ข่าวออกครึกโครม หลายคนอาจจะมองหน้ากันแล้วสงสัยว่า “ไฟไหม้จนราบเป็นหน้ากลองแบบนี้ ตำรวจจะไปจับมือใครดมได้?” หรือ “หลักฐานคงโดนไฟเผาไปหมดแล้วมั้ง”
แต่ในทางกฎหมายและนิติวิทยาศาสตร์มีคำกล่าวไว้ครับว่า “ไฟไม่เคยเผาทำลายความจริงไปจนหมด” วันนี้เราจะมาดูกันแบบภาษาชาวบ้านง่ายๆ ว่า เจ้าหน้าที่เขารู้ได้ยังไงว่าไฟเริ่มจากตรงไหน และที่สำคัญ… เรื่องนี้มันไปเกี่ยวกับการจ่ายเงินของ “บริษัทประกันภัย” และการรับผิดชอบของ “เจ้าของที่” ยังไงบ้างครับ
1. รู้ได้ไงว่าไฟเริ่มจากตรงไหน?
เวลาไฟสงบลง เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจะเข้าไปเดินสำรวจร่องรอยที่เหลืออยู่ครับ ซึ่งมีจุดสังเกตง่ายๆ คือ
รอยไหม้รูปตัววี (V-Pattern)
ธรรมชาติของไฟจะลอยขึ้นที่สูงเสมอ ดังนั้นถ้าไฟเริ่มไหม้จากจุดไหน รอยไหม้บนกำแพงมักจะบานออกด้านบนเป็นรูปตัววี (V) หรือเหมือนกรวย เจ้าหน้าที่จะมองหารอยนี้ แล้วไล่สายตาลงไปหาจุดที่ต่ำที่สุด ตรงนั้นแหละครับคือ “จุดเริ่มต้น”
สายไฟขาดเพราะอะไร?
หลายครั้งเราได้ยินคำว่า “ไฟฟ้าลัดวงจร” เจ้าหน้าที่จะตัดเอาสายไฟบริเวณที่เกิดเหตุไปส่องกล้องดูครับ ถ้าสายไฟมันช็อตของมันเองจนเกิดไฟไหม้ ปลายสายไฟจะละลายกลมๆ เหมือนลูกปัด แต่ถ้าไฟไหม้จากตรงอื่นก่อน แล้วลามมาเผาสายไฟขาด รอยขาดมันจะแหลมๆ ไม่กลม… ข้อนี้สำคัญมากในการชี้ว่าเกิดจากความประมาทของเจ้าของที่ปล่อยปละละเลยเรื่องสายไฟหรือไม่
กลิ่นน้ำมันหรือสารเคมี
เขาจะเก็บเอาขี้เถ้าหรือเศษดินไปเข้าเครื่องตรวจในห้องแล็บ ถ้าเครื่องฟ้องว่าเจอคราบน้ำมันเบนซิน ทินเนอร์ หรือสารเคมีแปลกๆ ในจุดที่ไม่ควรมี อันนี้เริ่มได้กลิ่นทะแม่งๆ แล้วครับว่าอาจจะเป็น “การลอบวางเพลิง” ไม่ใช่อุบัติเหตุ
2. ผู้เสียชีวิต… บอกอะไรเราได้บ้าง?
เรื่องนี้น่าเศร้าครับ แต่ร่างกายของผู้สูญเสียคือ “พยานปากเอก” ที่จะบอกความจริงเพื่อทวงความยุติธรรมให้ตัวเขาเอง
ดูเขม่าควันในหลอดลม
คุณหมอนิติเวชจะตรวจดูว่าในคอและปอดมีเขม่าสีดำไหม ถ้า “มี” แปลว่าตอนที่ไฟเริ่มไหม้ ควันโขมง เขายังมีชีวิตอยู่และสูดหายใจเอาควันเข้าไป แต่ถ้า “ไม่มี” เขม่าเลย อาจแปลว่าเขาเสียชีวิตไปก่อนที่ไฟจะไหม้แล้ว ซึ่งอาจนำไปสู่คดีฆาตกรรมอำพรางได้
ทำไมถึงหนีไม่ทัน?
ส่วนใหญ่คนในเหตุการณ์ไฟไหม้สถานบันเทิงหรือโรงเบียร์ ไม่ได้เสียชีวิตเพราะโดนไฟคลอกโดยตรงนะครับ แต่เป็นเพราะสูดเอาก๊าซพิษ (คาร์บอนมอนอกไซด์) จากการเผาไหม้ของพวกโฟมซับเสียง พลาสติก หรือของตกแต่งเข้าไป ก๊าซพวกนี้ทำให้สลบ หมดสติ อ่อนแรง และหนีออกมาไม่ได้ในที่สุด
3. สรุปแล้ว… ใครต้องจ่าย ใครต้องติดคุก?
เมื่อวิทยาศาสตร์ไขความจริงได้แล้ว ก็จะส่งไม้ต่อมาที่ “ตัวบทกฎหมาย” ครับ ตรงนี้แหละที่ชาวบ้านและญาติผู้เสียหายต้องรู้เอาไว้ เพื่อรักษาสิทธิในการเรียกร้องของตัวเอง
ถ้าเกิดจากความเก่า ทรุดโทรม ขาดการดูแลเช่น ปล่อยให้สายไฟเก่าจนช็อต หรืออุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน เจ้าของโรงเบียร์ต้องรับผิดชอบ “ชดใช้ค่าเสียหาย” (ความรับผิดทางแพ่งฐานละเมิด) ให้กับผู้บาดเจ็บและครอบครัวผู้เสียชีวิตทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล หรือค่าขาดไร้อุปการะ
ถ้าประตูหนีไฟถูกล็อก หรือไม่มีทางหนีไฟ
อันนี้ชัดเจนมากครับว่าเจ้าของสถานประกอบการฝ่าฝืนกฎหมาย พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ มีความผิด “ทางอาญา” ฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายครับ เตรียมตัวรับโทษหนักได้เลย
ประกันภัยจะจ่ายไหม?
ข้อนี้สำคัญที่สุด! ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเป็น “อุบัติเหตุ” หรือความประมาท ประกันภัยที่เจ้าของทำไว้ (เช่น ประกันความรับผิดต่อบุคคลภายนอก) (ถ้าทำไว้นะครับ)
แต่เบื้องต้น จากข่าวและ จนท.คปภ.รายงานว่าไม่ได้ทำประกันรับผิดต่อบุคคลภายนอก เช่นนี้ เจ้าของต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินเยียวยาตามสิทธิครับ
ส่วนประกันภัยส่วนบุคคล ต้องพิจารณาเป็นราย ๆ ไปตามที่ผู้เสียหายได้จัดทำไว้เองครับ
หน่วยงานทางปกครอง ต้องรับผิดหรือไม่
ส่วนนี้ถ้าปรากฎว่าหน่วยงานรับผิดชอบละเลยในการตรวจสอบโครงสร้าง การออกใบอนุญาตผิดประเภท ก็อาจต้องรับผิดด้วยครับ
ดังนั้น การเข้าไปเก็บหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ไม่ได้ทำแค่เพื่อให้รู้ว่าไฟไหม้ได้ยังไง แต่ทำเพื่อ “หาคนมารับผิดชอบ” และบังคับให้คนทำผิดต้องจ่ายเงินชดเชยเยียวยาความสูญเสียตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมานั่นเองครับ
ถ้าเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ ฝากแชร์เป็นความรู้ให้คนรอบข้าง เพื่อให้ทุกคนรู้เท่าทันสิทธิและข้อกฎหมายกันด้วยนะครับ
ATHIP LAW FIRM
061-939-9935
ทักแชทปรึกษาทนาย https://lin.ee/ZxMAj3b
#ค่าขาดประโยชน์#เคลมประกันรถยนต์#กฎหมายควรรู้#ทนายกรุงเทพ#ทนายนนทบุรี#ค่าขาดประโยชน์#เคลมประกันรถยนต์#กฎหมายควรรู้#ทนายกรุงเทพ#ทนายนนทบุรี#คดีละเมิด#คดีประกันภัย#คดีปกครอง#คดีครอบครัว#คดีชั้นสอบสวน#คดีชั้นพนักงานเจ้าหน้าที่_คปภ





