สวัสดีครับ ผมอธิป ชุมจินดา เป็นทนายความครับ
วันนี้ ผมจะมาอธิบายเกี่ยวกับอุบัติเหตุบริเวณทางร่วมทางแยก ซึ่งมักจบลงด้วยข้อโต้แย้งคลาสสิกที่ว่า “ฉันมาถึงก่อน” หรือ “ฉันได้ไฟเขียว”
ในทางคดีจราจร เราไม่สู้กันด้วยคำให้การที่ขัดแย้ง แต่ชี้ขาดกันด้วยพยานวัตถุและหลักกฎหมายครับ มาดูกันว่ามีหลักการพิสูจน์อย่างไรบ้าง ดังนี้ครับ
การตรวจพิสูจน์ที่เกิดเหตุ (ตามหลักนิติวิทยาศาสตร์)
1. ทิศทางและมุมปะทะ (Angle of Impact) จากร่องรอยการยุบตัว
รายละเอียด ผู้เชี่ยวชาญจะวิเคราะห์จากความลึกและทิศทางของรอยบุบพังบนตัวรถ เพื่อแยกแยะว่าคันใดคือ “รถคันที่พุ่งชน” (Striking Vehicle) และคันใดคือ “รถที่ถูกชน” (Struck Vehicle)
ตัวอย่างนะครับ หากรถคัน A มีรอยยุบด้านหน้ากระจังหน้ารถพังยับเยิน ส่วนรถคัน B มีรอยยุบที่ประตูฝั่งซ้ายเป็นรูปตัววี (T-Bone) ทางนิติวิทยาศาสตร์ชี้ชัดว่า รถ A คือฝ่ายที่พุ่งชนรถ B ในลักษณะตั้งฉากกลางแยก ซึ่งจะนำไปสู่การพิจารณาว่ารถ A ได้ชะลอความเร็วก่อนถึงทางร่วมทางแยกหรือไม่
2. จุดชนที่แท้จริง (Point of Impact – POI) จากพยานวัตถุบนถนน
รายละเอียด ค้นหาพิกัดการปะทะครั้งแรกจาก “รอยครูด (Gouge Marks)” ที่เกิดจากชิ้นส่วนโลหะใต้ท้องรถกระแทกถนน หรือทิศทางการตกกระจายของกองดินโคลนใต้ซุ้มล้อและเศษกระจก
ตัวอย่างนะครับ หากคู่กรณีทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่าอีกฝ่ายขับล้ำเลน แต่เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานพบกองดินโคลนที่หลุดจากซุ้มล้อและรอยครูดของเพลาตกอยู่ใน “ช่องจราจรของรถคัน A” พยานวัตถุนี้จะทำหน้าที่หักล้างคำให้การของรถคัน B ทันที และยืนยันได้ว่า รถ B เป็นฝ่ายหลุดโค้งหรือล้ำเส้นเข้ามาทำละเมิด
3. พฤติกรรมการห้ามล้อ (Skid Marks) เพื่อคำนวณความเร็วและปฏิกิริยา
รายละเอียด รอยยางล้อล็อกที่ทิ้งไว้บนถนน (รอยเบรก) สามารถนำมาเข้าสมการคำนวณหา “ความเร็วขั้นต่ำ” ก่อนเกิดการชน และใช้ประเมินระยะเวลาที่ผู้ขับขี่เริ่มรับรู้ถึงภัย (Perception-Reaction Time)
ตัวอย่างนะครับ หากรถคัน A ให้การปฏิเสธว่าตนขับมาด้วยความเร็วต่ำเพียง 40 กม./ชม. แต่ปรากฏรอยเบรก (Skid Marks) สีดำเข้มลากยาวถึง 30 เมตรก่อนถึงจุดชน ผู้เชี่ยวชาญสามารถคำนวณย้อนกลับหักล้างได้ทันทีว่ารถคัน A ใช้ความเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนดแน่นอน ในทางกลับกัน หากชนกันรุนแรงแต่ “ไม่มีรอยเบรกเลย” อาจเป็นหลักฐานมัดตัวว่าผู้ขับขี่ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่ได้มองทางหรือไม่ได้ลดความเร็วก่อนถึงทางแยก
ข้อกฎหมายที่นำมาปรับใช้นะครับ
พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 71 คือ หัวใจสำคัญของทางแยกที่ไม่มีสัญญาณไฟ คือ “ใครถึงก่อน มีสิทธิไปก่อน” แต่หากพิสูจน์ได้ว่ามาถึงทางแยกพร้อมกัน กฎหมายบังคับให้ “ต้องให้รถทางซ้ายมือผ่านไปก่อน” เสมอ
ปรับใช้ตัวบทกับข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ผู้ใดฝ่าฝืนสิทธิการผ่านทางร่วมทางแยกตาม พ.ร.บ.จราจรฯ จนเป็นเหตุให้เกิดการชน ถือเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ เป็นผู้ทำละเมิดที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
ข้อคิดทางคดีครับ
ในคดีจราจร ความใจเย็นและหลักฐานที่แม่นยำคืออาวุธที่สำคัญที่สุด อย่าเพิ่งรีบเจรจาหรือด่วนรับผิดหากยังไม่ได้ตรวจสอบร่องรอยในที่เกิดเหตุอย่างละเอียด เพราะทิศทางรอยครูดหรือรอยเบรกกลางทางแยกเพียงจุดเดียว สามารถพลิกผลคดีและสัดส่วนความรับผิดชอบของประกันภัยได้ทั้งหมดครับ
ATHIP LAW FIRM
8-7-2026
#ทนายความ#อุบัติเหตุจราจร#ทางร่วมทางแยก#ข้อกฎหมาย#นิติวิทยาศาสตร์ทางถนน





